ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

คณะแม่ชี จ.กระบี่

๑๑ ม.ค. ๒๕๕๒

คณะแม่ชี จ.กระบี่
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๒
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วิธีการปฏิบัติมันหลายหลากแต่ความจริงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนไว้กรรมฐาน ๔๐ ห้อง กรรมฐาน ๔๐ ห้องนะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ มรณานุสติ ใช่ไหม แล้วก็เป็นพวกอภิญญา พวกกสิณ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พวกนี้มันเป็นคำบริกรรม

อันนี้ในปัจจุบันนี้ ในปัจจุบันเราจะเอาสะดวกสบาย เราคิดกันเองนะ เดี๋ยวนี้โลกนี้เจริญ เราจะบอกเลยนะ เมื่อก่อนโลกนี้ โลกทั้งโลกนี้เลยนะถ้ายังไม่เป็นสมัยอุตสาหกรรม ๒๐๐ ปีย้อนหลังไป จะเป็นยุโรป จะเป็นอเมริกา จะเป็นตะวันออก ไถนาด้วยควายทั้งนั้นนะ

นี้พอยุคอุตสาหกรรมใช่ไหมเขาคิดถึงเครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาได้ เขาคิดเครื่องยนต์กลไกขึ้นมาได้เขาก็สร้างขึ้นมา ทีนี้วิทยาศาสตร์มันก็ดูความเจริญของโลก พอเราอยู่กับโลกเราก็ไปศึกษาทางวิทยาศาสตร์กัน เวลาวิทยาศาสตร์ปั๊บเราก็เอาปัญญาอย่างนี้มาจับธรรมะพระพุทธเจ้า เวลาพูดปั๊บพวกเรานะมีปัญญามาก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาไม่รู้เลยว่าปัญญานี้ปัญญากิเลสไม่ใช่ปัญญาธรรม

พอปัญญากิเลสขึ้นมา โดยนะเมื่อคืนเราเทศน์อยู่ เราเทศน์ไตรสิกขาเมื่อคืน เทศน์ไตรสิกขาเมื่อคืนวันพระเราบอกว่าในปัจจุบันนี้ศีลสิกขา ศีลสิกขาพูดถึงความเห็นของพวกเรา ข้อวัตรปฏิบัตินี่เป็นศีลนะ ข้อวัตรปฏิบัติของเราเป็นศีล แล้วเราปฏิบัติกันด้วยรูปแบบนั้น มันก็เป็นปัญญาของขั้นศีลสิกขา

ทีนี้ความพื้นเพอย่างนี้ ในกรรมฐานเราพระกรรมฐานเรา ด้วยข้อวัตรปฏิบัตินี่ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านวางรากฐานไว้เรื่องศีลสิกขานี้เป็นพื้นฐาน พอพื้นฐานหลวงปู่มั่น หลวงตาเวลาท่านเทศน์ท่านเทศน์เรื่องสมาธิเลย เทศน์ให้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อน พอใจสงบขึ้นมาแล้วจะเกิดปัญญา เกิดปัญญานั้นเป็นโลกุตตรปัญญา คือปัญญาเกิดจากสมาธิ

แต่ในปัจจุบันนี้ เราคิดว่าศาสนาแห่งปัญญา เราใช้ปัญญากันเลย ปัญญาอย่างนี้เป็นโลกียปัญญา ปัญญาของกิเลสไง ปัญญากิเลสพาใช้ แล้วเมื่อปัญญากิเลสพาใช้ เราใช้ปัญญากันแล้วมันเป็นปัญญาของขั้นของศีลสิกขา ไม่ใช่ปัญญาของขั้นสมาธิสิกขา สมาธิสิกขา ยังมีปัญญาสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญาก็มรรค ๘ นี้แหละ ถ้ามรรค ๘ ขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขา เห็นไหม พระพุทธเจ้า วางหลักไว้อย่างนี้

ทีนี้พอวางอย่างนี้ปั๊บ เรา พอโลกเจริญ พอโลกเจริญเราก็ยึดตัวตนของเราว่าเรานี้มีปัญญา พวกเราเป็นปัญญาชน ศึกษาธรรมะก็เอาปัญญาไปศึกษา พอเอาปัญญาไปศึกษาปั๊บก็คิดด้วยตรรกะของเรา พอตรรกะของเราก็เกิดปัญญา ปัญญาอย่างนี้เราคิดว่าเราเข้าใจธรรมะ เหลวเป๋ลว

พอเข้าใจธรรมะเข้าใจอะไรมันไม่เข้าใจธรรมะอะไรเลยมันเป็นสัญญามันไปจำข้อมูลนั้นมามันไม่มีปัญญาอะไรขึ้นมาทั้งสิ้น พอไม่มีปัญญาอะไรขึ้นมาทั้งสิ้นนี้ เพราะอะไร? เพราะจิตมันไม่สงบ จิตไม่สงบนะ จิต จิตภาวนา ไม่ใช่กายภาวนา สัญญาภาวนา จิตภาวนา จิตมึงอยู่ไหน? สมาธิมึงอยู่ไหน?

ถ้าสมาธิไม่มี มีศีลไม่มีสมาธิมันก็เป็นปัญญาสิกขา ปัญญาสิกขาคือปัญญาจากพิธีกรรมไง ข้อวัตรปฏิบัติเห็นไหม ดูนี่ เราทำข้อวัตรกัน ข้อวัตรการฝึกสติ ข้อวัตรธรรมวินัย มันก็เป็นศีลสิกขา เพราะมันเป็นการฝึกจิต ดัดจิต แล้วดัดจิตมา ตื่นเช้าขึ้นมาตีสามตีสี่จะมาจัดข้อวัตรนี่ เราเบื่อ ใครก็ไม่อยากตื่น ใครก็ไม่อยากทำแต่เราฝืนมันเห็นไหม ฝืนมันเพื่อดัดจิตใจเรา

ข้อวัตรปฏิบัติมันจะข่มจิตใจเรา มันจะเปลี่ยนแปลงจิตใจเรา ให้จิตใจเราอยู่ในศีลในข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติปั๊บจิตมันโดนดัดแปลงเห็นไหม ควาย ควายไม่ได้ฝึกเลยมันไถนาไม่เป็น ควายฝึกแล้วราคามันแพงกว่าควายไม่ฝึกนะ ควายไม่ฝึกมันทำอะไรไม่เป็นหรอก จิตไม่เคยฝึกฝนจิตไม่เคยทำอะไรเลยล่ะ แล้วบอกว่าจะเอาควายไถนาไม่เป็นมาเทียมแอกเทียมไถ มึงพังหมดนะ มันจะลากมึงออกนอกคันนาไปเลย

จิตไม่เคยทำอะไรเลยจิตไม่เคยมีปัญญากันเลย แล้วก็บอกว่าจะภาวนา ภาวนา เดี๋ยวนี้มันภาวนาด้วย มันตีกลับไง ตีกลับด้วยเพราะอะไร? เพราะปัญญาชนไง หลวงตาว่าชนดะ ชนแม่งไปเรื่อย แล้วก็คิดว่าตัวเองมีปัญญาไง แล้วก็เอามาศึกษาศาสนา

พอศึกษาศาสนานี่ มันศึกษาเนี่ยชุบมือเปิบ สุกก่อนห่าม แล้วพอบอกว่าต้องทำความสงบของใจขึ้นมา ทำความสงบของใจ ใจต้องทำความสงบทำไม? เพราะความสงบมันแก้กิเลสไม่ได้ ความสงบมันไม่มีประโยชน์กับเรา

นักกีฬาคนไหนก็แล้วแต่ไม่มีการฝึกซ้อมขึ้นแข่งนะเดี๋ยวก็แพ้ มึงจะมี จิตของมึงจะมีพรสวรรค์ขนดไหน จะมีปัญญา จะมีปฏิภาณขนาดไหน เอ็งไม่ได้ทำความสงบของใจเข้ามาก่อนเอ็งโดนกิเลสลากไปหมดแหละ นี้พอเข้าใจตรงนี้ปั๊บเราจะปฏิบัติกัน เราต้องทำความสงบของใจ

แล้วใจมันจะสงบได้อย่างไรถ้ามันไม่มีพื้นฐานของศีล ถ้าพื้นฐานของศีลมันเป็นพื้นฐานของศีล ถ้ามีศีลขึ้นมา ถ้ามันสงบเข้ามามันจะเป็นสัมมาสมาธิ ถ้าศีลมันไม่มีมันจะเป็นมิจฉาสมาธิ มิจฉาสมาธิเพราะอะไร? มิจฉาสมาธิเพราะเราเป็นศีล เรามีศีลเราปกติของใจเราไม่เบียดเบียนใคร ปาณาติปาตาฯ เราไม่รังแกใคร เราไม่ลักของใครเห็นไหม เราเป็นพื้นเพ

พื้นเพ พอจิตมันสงบมันจะออกไปรู้ไปเห็นมันจะไปทำลายใครมันมีศีลของมัน แต่ถ้าเราไม่มีศีลใช่ไหม ทำความสงบได้ไหม? ได้ มีศีลสงบแล้ว พอสงบแล้วก็รู้นู่นรู้นี่ อยากจะรู้ อยากจะหาประโยชน์ไง ทำคุณไสย ทำคุณประโยชน์เป็นแอ็กชั่นไง กูเป็นผู้วิเศษ กูมีความรู้เด่น กูมีอำนาจมาก นี่ก็เป็นมิจฉาสมาธิ แล้วถ้าเกิดว่าต้องมีพื้นฐานของศีล ถ้าพื้นฐานของศีลมันทำให้สมาธิเป็นสัมมามันมีประโยชน์ของมันขึ้นมา

ทีนี้คำว่าสมาธิเป็นอย่างไร? ที่เขาบอกดูจิต ดูจิต ดูจิต หลวงตาท่านพูดอย่างนี้ “เราดูจิตอยู่แล้วจิตเราเสื่อมไปปีกับหกเดือน เราออกปฏิบัติใหม่เราก็ดูจิต”

เพราะท่านกำหนดจิต ดูจิต

“ทำความสงบได้ไหม? ได้ แต่อยู่ไม่ได้มันเสื่อมมันเสื่อม เอ๊ะ ทำไมมันเสื่อม?”

เสื่อมปีหกเดือนท่านบอกว่าท่านเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา

“พอจิตมันสงบวันสองวันมันก็เสื่อมหมดเลย เอ๊ะ เป็นเพราะเหตุใด? เป็นเพราะเหตุใด? อ๋อ เราคงอาจจะขาดคำบริกรรม”

ท่านถึงบริกรรมว่า “พุทโธ พุทโธ” ๓ วันแรกท่านบอก อกแทบแตกเพราะมันเคย อย่างนี้เคย

ดูจิต ดูจิต นี้เคย เด็กเราเกิดมาเรามีลูกเรามาเราบอกว่า เอ็งโตขึ้นมาเลยกูจะมีเงินให้มึงใช้ตลอดชีวิตมึงไม่ต้องเรียนหนังสือเด็กชอบไหม? เด็กให้มันไปโรงเรียนมันอยากไปโรงเรียนไหม? เด็กคนไหนไม่เคยอยากไปโรงเรียนเลย แต่เราต้องส่งมันไปโรงเรียน

นี้ก็เหมือนกันเอ็งมีคำบริกรรมเอ็งก็ไปโรงเรียน เอ็งไปบริกรรมเอ็งต้องสร้างของตัวเองขึ้นมา แต่ไม่ทำ ดูจิต เลี้ยงเด็กนะบอกว่าไม่ต้องเรียนหนังสือ กูจะมีเงินเลี้ยงมึงตลอดชีวิต แล้วมันจะไปรอดไหม? มันเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่อยากบอกว่า อาจารย์โง่ อาจารย์โง่ก็สอนกันโง่ๆ

แล้วพออาจารย์เป็น ครูบาอาจารย์เราเป็นจริงขึ้นมา พอสอนขึ้นมาก็บอก อู้ย วัดป่า พระป่าทำทุกข์นะ อัตตกิลมถานุโยคนะ พระป่านี้ลำบากนะมึงไปปฏิบัติกับพระป่ามึงลำบากมาอยู่กับกูนี้สบายๆ สบายๆ ก็ มันก็แช่อยู่นั้นไง ในปัจจุบันการปฏิบัติเป็นอย่างนี้มาก มันปฏิบัติเพราะอะไร? เพราะเห็นว่าครูบาอาจารย์เราปฏิบัติจนสังคมเขายอมรับไง

เมื่อก่อนว่ามรรคผลนิพพานหมดแล้ว ไม่มีใครเชื่อมรรคผล นิพพานไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านมารื้อมาฟื้นขึ้นมา แล้วท่านใช้ชีวิตของท่านทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์กับสังคมว่ามรรคผลมีโว้ย กูทำให้มึงดูไง แล้วกูพิสูจน์ให้มึงดูไง

พอสังคมเชื่อถือขึ้นมาก็อยากปฏิบัติกันบ้าง ก็ไปเอาทฤษฎีอะไรกันมานะ ขี้หมูรา ขี้หมาแห้งก็เอามาสอนกันไง แล้วก็กลายเป็นขี้หมากองอยู่นั้นไง ฝนตกขี้หมูไหลใช่ไหม? ก็ไปกองอยู่นั่นนะ เหม็น..

ถ้าเราจะไม่เป็นขี้หมู เราก็ต้องทำตัวเราให้เป็นคนขึ้นมา มันต้องมีสติสิ ดูจิต ดูจิต ดูอย่างไร? มันดูจิตนะ เราสอนไว้ใน “ปัญญาวิมุตติ” เราสอนถึงว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ” หลวงตาท่านใช้สอนคำว่า ปัญญาอบรมสมาธิไม่ใช่ดูจิต การดูจิตคือการดูเพ่ง การดูจิตเหมือนกับเราดู เราดูไม่รับผิดชอบ

แต่ถ้าเป็นปัญญาอบรมสมาธิเป็นปัญญาใคร่ครวญความคิด เวลามันมีความคิดขึ้นมามันจะมีปัญญาไล่เข้าไป ปัญญาไล่เข้าไปเห็นถูกเห็นผิด มึงคิดอย่างนี้ผิด ถ้าคิดอย่างนี้ถูก คนคิดดีคิดชั่ว แล้วพอมันเห็นโทษมันจะปล่อยวางมันไปเรื่อยๆ นี้คือปัญญาอบรมสมาธิ ดูเฉยๆ ปล่อยหลักลอยไม่ได้ ใจปล่อยมันไปเพ่นพ่านไม่ได้ ใจต้องบังคับ ใจต้องดูแล ใจของใครไม่ดูแลมัน แล้วจะเอาใจไว้ในอำนาจของเรา อีก ๑๐๐ ชาติกูก็ไม่เชื่อมึง

นี้พอบอกว่าดูจิตไงเราถึงอธิบายให้ฟังก่อนว่า ถ้าเราคิดว่าทำอย่างนี้ “ว่าวเชือกขาด” ว่าวมันต้องมีเชือกมันมีลมมีว่าวมันขึ้นไป ว่าวมันจะลอยขึ้นไป เอาว่าวมาแล้วก็โยนขึ้นไปบนฟ้า แล้วบอกให้ว่าวมันขึ้น ว่าวมันขึ้น มันจะขึ้นไหม?

เหมือนกัน มึงก็ดูไปสิ ดูไปทั้งชาตินั้นแหละ ดูไปเถอะ ดูจิตมึงดูกันไป มันเป็นแค่นั้นแหละมันสบายๆ เพราะอะไร? สบายนะ ดูจิตนี่สบาย ว่างๆ ว่างๆ สบายเพราะอะไร? เพราะเราปฏิเสธไง โลกนี้ไม่มี ศัตรูกูไม่มี ทุกอย่างไม่มีหรอก คนดีดีกับกูหมดเลยล่ะ แล้วมันดีจริงไหมล่ะ? มันคิดเอาเองไง

ว่างๆ ว่างๆ แล้วว่างไหม? ก็ว่าง ว่างเพราะอะไร? ว่างเพราะไม่มีตัวเราไง ว่างเพราะเหมือนคนซื่อบื้อไง เหมือนคนไม่มีสติไง ไม่รับผิดชอบอะไรเลย ความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ความเป็นจริงโลกนี้ ดูสิสังคมมันใส่หน้ากากเข้าหากันกี่ชั้น? เราออกไปสังคมเราต้องมี ปฏิภาณไหวพริบ เราจะอยู่ในสังคมอย่างไร?

จิตมันจะสงบขึ้นมามันมีกิเลสต่อต้าน มันมีความเห็นของมันขับดันอยู่ แล้วอยู่ดีๆ มันจะสงบมันจะเป็นไปได้อย่างไร? มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เพราะโดนอวิชชามันหรอกไง ดูจิต ก็โอ๋กันไปก็โอ๋กันมานะ แล้วก็ลอยกันไปแล้วก็ลอยกันมา ว่างๆ ว่างๆ อากาศมันก็ว่างไง ดูลมมันพัดสิ มันสบาย ลมเย็นด้วย มันพัดมามันเป็นอะไรลมนี่ ว่าง..ไม่มีอะไรเลย ชีวิตทั้งชีวิตจะเสียเปล่านะ

ชีวิตทั้งชีวิตจะเสียเปล่ามันจะอยู่อย่างนั้นนะ ถ้าจะเอาจริงขึ้นมามันต้องตั้งสติครูบาอาจารย์ท่านสอน สติสำคัญมาก สติตั้งสติให้ได้ ตั้งสติขึ้นมา ระลึกรู้อยู่ กรรมฐาน ๔๐ ห้อง ความสงบ ๔๐ วิธีการที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ในพระไตรปิฎก พุทธวิสัยที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระไตรปิฎก แล้วเราทำกันตามนั้น

พุทโธ ธัมโม สังโฆ มรณานุสติ เทวดานุสติ เห็นไหม สติ อนุสติ ให้จิตมันเกาะ พอจิตมันเกาะจิตนี้เป็นนามธรรมที่ไม่มีสิ่งใดๆ เลย มันเกาะอะไรล่ะ? เกาะสิ่งใดสิ่งคำบริกรรมมันเกาะไว้ พุทโธ พุทโธ พุทโธ เขาบอก กำหนดลมหายใจนี่ พอจิตสงบแล้ว ลมหายใจจะขาด จะหายไป เราบอกโดยข้อเท็จจริงมันใช่ แต่เราบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เพราะ มันต้อง พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ มันจะหายของมันเอง

แต่เราบอกพุทโธมันต้องหายนะ เราก็ลมหายใจ (เสียงหายใจเข้า-ออก) แล้วก็หายไปเลย แล้วก็นอนหลับอยู่ตรงนั้นน่ะ คือมันอยากหายก่อนไง แต่ถ้ามันจะหายไม่หายเราพิสูจน์กันเองสิ มันจะหายมันต้องพิสูจน์ว่ามึงหายอย่างไร? ทำไมมันถึงหาย?

คำว่าหายมันเป็นอัปปนาสมาธิ เหมือนขณิกะ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ อัปปนาสมาธิมันสักแต่ว่า มันปล่อยหมดมันว่างหมด มันทิ้งหมดเลย พอทิ้งหมดมันจะรับรู้สิ่งใดได้ มันรับรู้สิ่งใดไม่ได้นั้นนะคือความเป็นความจริง จริงๆ มันก็หาย พุทโธเหมือนกันพุทโธๆๆๆๆๆ พอพุทโธเป็นเรา เราคิดพุทโธพลังงานคือจิต บริกรรมคือความคิด เห็นไหม ความคิดไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ความคิด

ความคิดไม่ใช่เรานะ ความคิดเป็นเราไหม? ถ้าความคิดเป็นเรา เราไม่คิดแล้วมันไปไหน? ถ้าความคิดเป็นเรา เวลาไม่คิด กูก็ต้องตายสิเพราะจิตยังอยู่กับกูนี่ เวลาเราอยู่เฉยๆ ความคิดมันไม่มีมันไปไหน? เวลามันคิดขึ้นมามันมาจากไหน? นี้ความคิดไม่ใช่จิตพุทโธก็เป็นคำนึกขึ้นมาเป็นความคิด

พุทโธก็เป็นความคิดอันหนึ่ง พุทโธ พุทโธ เรานึกถึงพุทโธๆๆๆๆๆๆ จนพุทโธมันละเอียดเข้ามาจนมันเป็นตัวมันเอง มันนึกพุทโธไม่ได้มันนึกถึงตัวมันเอง นี่ชัดเจนมากเลย นี่สมาธิ สมาธิสิกขา แล้วสมาธิสิกขานี่ ถ้ามันออกรู้ ออกรู้นะ ออกรู้ ออกรู้เพราะเป็นสมาธิไม่มีตัวตน ไม่มีเราไม่มีความผูกพันของเรา

พอมันออกรู้ขึ้นมา พอออกรู้เห็นอะไร? เห็นในกาย เวทนา จิต ธรรม ใครเห็น?สมาธิ สมาธิคือตัวจิต ตัวจิตเห็น ไม่ใช่ความคิดเห็น ไม่ใช่ความคิดเห็น ไม่ใช่ความรู้สึกเห็น จิตเห็น จิตเห็นมันจะสะเทือนหัวใจมาก นี่ปัญญาสิกขา

เดี๋ยวนี้มันสอนกันอย่างไรก็ไม่รู้ มันจะพากันไปไหนกูก็ไม่รู้ แล้วเวลา เพราะมันสอนกันอย่างนี้ มันปล่อยกันอย่างนี้ไง แล้วพออย่างนี้ปั๊บ เขาก็วางรากฐานไง พระป่าทำให้อัตตกิลมถานุโยค ลำบาก อุ้ย อย่าไปเลย มาหากูนี่ห้องแอร์ กูติดแอร์ไว้ให้เย็นสบายเลย เอาไว้นอนเล่นนะ

ไอ้ของเราแม่งอยู่ตากแดดตากฝนมึงเล่นเข้าไปสิ อยู่กับความจริงโว้ย พอมาอย่างนี้ก็ไม่เอาอีก ทุกข์ พอจะเอาความจริงขึ้นมาแม่งก็แหยง แต่พอไปนอนจมกันอยู่ในห้องแอร์นะชอบแล้วก็ไปดูจิต อุ้ย สบายๆ เราพูดอย่างนี้เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะรำคาญ เราเจออย่างนี้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ว่างๆ ว่างๆ

แม่ชี : แต่ที่หนูดู มันไม่ว่างนะคะ

หลวงพ่อ : อ้าว ว่าไป ไม่ว่างเป็นอย่างไร?

แม่ชี : ก็คือ ที่หนูดูก็คือ เอ่อ เวลามันเกิดปรุงแต่งอะไรขึ้นมานี่ ก็จะรู้ทันอะค่ะ แต่ว่ามันความ หรืออาจจะเป็นเพราะหนู เป็นคนที่ตายหรือยังไงไม่ทราบ ก็คือมันจะมีเรื่องราวหรือความคิดอะไรที่ แบบ ตายแล้วไปเห็นอะไร จิตเราก็จะปรุงแต่ง แล้วเราก็จะกลับมารู้สึกตัวนี้นะคะ

หลวงพ่อ : เข้ากำหนดนามรูป

แม่ชี : มารู้สึกตรงนี้อะค่ะ

หลวงพ่อ : เรากำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา กำหนดรู้มันออกรู้มันสร้างอีกตัวหนึ่งตัวรู้ อย่างเช่นว่ากำหนดรู้เห็นไหม กำหนดนามรูป นามรูปเป็นความคิด กำหนดนามรูปกำหนดการเกิดดับ ทีนี้ความคิดดับไปมันเหลืออะไร? ถ้าความคิดดับไปเหลืออะไร? เหลือพลังงาน

นี้พอความคิดดับไปมันคิดว่าความคิดเกิดดับเป็น วิปัสสนาสายตรง วิปัสสนาคือเห็นการเกิดดับของจิต เขาว่าของจิตนะ จิตนี้มี ๑๐๘ ดวงก็ว่ากันไป แต่กรรมฐานมีหนึ่งเดียว ทีนี้พอไปเห็นการเกิดดับมันไปเห็นการเกิดดับเป็นวิปัสสนาเป็นปัญญาสายตรงไง คือว่าเราจะบอกว่า ที่ผิดตรงนี้ เขาถามเราว่า เราบอกกำหนดพุทโธ

หลวงปู่เจี๊ยะนะเวลาถามพระ “พระก็บอกพุทโธโง่มากเลย” หลวงปู่เจี๊ยะถามว่า “สมมุติมีพระองค์หนึ่งโง่แล้วไม่เข้าใจคิดอะไรไม่เป็นใช้คำบริกรรมว่า ขี้ๆๆๆๆๆ จิตสงบได้ไหม?”

พระองค์นั้นตอบว่า “ได้”

เพราะคำบริกรรม คำบริกรรมเห็นไหม บริกรรมอะไรก็ได้ คำบริกรรมหมายถึงว่า มันมีสติเกาะกับคำนั้น ทีนี้พอกำหนดนามรูปเขาบอกกำหนดนามรูปทำไมมันเป็นสมาธิไม่ได้? มันเป็นสมาธิได้ แต่มันเป็นมิจฉาเพราะมันเข้าใจผิดไง มันมิจฉาเพราะเข้าใจผิดว่านี้คือปัญญาวิปัสสนาสายตรง คำว่าวิปัสสนาสายตรงคือผลของธรรมะ

แต่ถ้าเราใช้คำบริกรรมเรารู้ว่านี้เป็นกรรมฐานนี้เป็นสมถะ นี้เป็นความสงบของใจมันไม่ใช่วิปัสสนามันเป็นสมถะ สมถะคือกำลังของใจ นี้กำลังของใจเรารู้อยู่ว่าเราทำอะไร ขณะนี้เราหาเงิน เราทำงานหากระดาษ แบงก์ เราไม่ใช่ได้กระดาษมา กระดาษกินไม่ได้ กระดาษเป็นแบงก์ แบงก์นี้สามารถเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารมากินได้ แต่เราไม่ใช่ว่าเราทำงานแล้วเราจะได้ข้าวมา ไม่ใช่ เราได้กระดาษมา ได้แบงก์มา

แบงก์นี้เอาไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารมา ทำความสงบของใจ ถ้าใจสงบเข้ามานี่ เราได้กระดาษมา ถ้าเอ็งได้กระดาษมา กระดาษเอ็งเอาไปเผาทิ้ง เอ็งเอากระดาษไปขยำแล้วเขวี้ยงทิ้ง เอ็งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ถ้าเอ็งได้กระดาษมา กระดาษนั้นเอ็งเอาไปซื้อของ เอ็งเอาไปลงทุนเอ็งจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนมา สมถะถ้าจิตสงบแล้ว เอ็งวิปัสสนาไม่เป็นเอ็งก็จะไม่ได้อะไรเลย?

ถ้าเอ็งวิปัสสนาเป็นเอ็งได้แบงก์มาแล้วเอ็งใช้เงินเป็นเอ็งก็จะได้สิ่งนั้นมา เห็นไหม กำหนดนามรูปมันผิด ผิดตรงไหน? ผิดตรงเป้าไง หลวงปู่มั่นบอกว่าต้นคดปลายตรงไม่มี ต้นต้องตรงปลายจะตรง ทีนี้ด้วยความคำสอนของคนสอน เพราะคนสอนด้วยมีทิฐิมานะว่า ความคิดของเรา มันเป็นความคิดของศีลสิกขา มันเป็นความคิดของข้อวัตรปฏิบัติไง

เดินจงกรม นั่งสมาธิ เดินกันไปเป็นตุ๊กตาจัดแถวกันไปจัดแถวกันมาแล้วเพื่อจะให้มันเป็นธรรมะมันเป็นขั้นของระเบียบเห็นไหมมันไม่ใช่ขั้นของปัญญาเห็นไหม อันนี้เราบอกว่า กำหนดไป เรากำหนดเอาตามรู้เห็นไหม ที่ว่าเราเห็นเรารู้

แม่ชี : แต่มันไม่เคยศึกษาเรื่องนามรูป

หลวงพ่อ : อ้าว ว่าไป ต่อ

แม่ชี : เรื่องนามรูปหนูไม่รู้เรื่อง

หลวงพ่อ : มันเป็นทฤษฎีมาอย่างนี้ แล้วคนจะปฏิบัติมาอย่างนี้ แต่ถ้าเราปฏิบัติ ปฏิบัติของเรา เราต้องมีคำบริกรรมหรือไม่ก็ต้องใช้ปัญญา ปัญญาอย่างนี้มันเป็นปัญญาแบบโลกียปัญญา ปัญญาเกิดจากความคิดเราไง ปัญญาอย่างนี้เขาเรียกปัญญาอบรมสมาธิ มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิเพราะปัญญามันมีหลายปัญญา แต่พวกเราคิดว่าปัญญาคือปัญญา ปัญญามีสุตมยปัญญาคือปัญญามีการศึกษา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ไอ้ภาวนามยปัญญาคนไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น เพราะมันเกิดจากภาคภาวนาล้วนๆ ไง

แม่ชี : ก็เกิดจากการที่เรามีกรรมฐานคือมีสมาธิเป็นเรื่องแรก

หลวงพ่อ : ใช่

แม่ชี : เกิดปัญญาตัวนี้หรือคะ?

หลวงพ่อ : ใช่ ถ้าไม่มีสมาธิมันปัญญามันเกิดจากเราคิดไง ปัญญาที่เกิดจากเราคิด

แม่ชี : คือถ้าเราทำสมาธิไปเรื่อยๆ เลย แล้วความคิดความฉลาดอันนี้ มันจะเกิดขึ้นกับใจเราเองอย่างนั้นเหรอค่ะ?

หลวงพ่อ : ไม่ ถ้าเราทำสมาธิไปเรื่อยๆ ความคิดความฉลาดมันจะเกิดจากเหมือนกับเราเดินไปขวากหนาม เราเดินเหยียบขวากหนามเราจะเจ็บเพราะขวากหนามมันจะตำเท้าเรา แล้วถ้าเราต้องเดินไปรอบใหม่ เราจะหลบหลีกขวากหนามนั้นไหม?

แม่ชี : หลบค่ะ

หลวงพ่อ : ในการทำสมถะ ถ้าจิตมันสงบเข้ามา มันเหมือนกับเราได้เรามีความสงบหนหนึ่ง เราจะเดินรอบ ๒ มันมีแรงต่อต้านไง คือไอ้ขวากหนามที่จะต่อต้าน เราก็ต้องหลบต้องหาทางเข้า มันเกิดปัญญาไหม? ปัญญาอย่างนี้เป็นโลกียปัญญา ไม่ใช่โลกุตตระ ไม่ใช่ปัญญาแก้กิเลสเพราะปัญญาเราจะเข้าไปหาแต่ความสงบใช่ไหม?

แม่ชี : ใช่ๆ

หลวงพ่อ : เพราะปัญญานี่ ปัญญาที่ใช้กันอยู่นี้ มันเป็นปัญญาแค่นี้แหละที่โลกเขาใช้กันอยู่มีแค่นี้ แต่เขาไม่รู้ไงเขาคิดว่านี้คือวิปัสสนาสายตรง สายตรง

แม่ชี : หนูก็เข้าใจอย่างนั้นเหมือนกันว่าการที่เรารักษาจิตเราไม่ให้ฟุ้งซ่าน นี้คือปัญญาที่ว่าจะพาเราออกจากทุกข์แล้ว

หลวงพ่อ : นี่ต้นมันคด แล้วปลายมันจะไปไหน?

แม่ชี : แล้วปัญญาที่จะออกจากทุกข์นี่?

หลวงพ่อ : ยังไม่เกิดหรอก เพราะปัญญาจะออกจากทุกข์ นี่หลวงปู่มั่นครูบาอาจารย์ท่านสอนเห็นไหม ท่านสอนถึงว่าทำความสงบของใจเข้ามาเลย หลวงตาท่านพูดบ่อยว่าหลวงปู่มั่นเวลาท่านเทศน์ เทศน์ถึงความสงบเข้ามาเลย เทศน์ความสงบเข้ามาเลย เพราะอะไร? เพราะพระที่มาอยู่กับครูบาอาจารย์ ท่านมีศีลมีพื้นฐานนี้อยู่แล้ว

แต่พวกเราไม่เข้าใจไง พอโลกไม่เข้าใจ เราถึงไม่ทำความสงบไง แล้วก็เที่ยวไปติเตียนว่า ความสงบนี้มันไม่มีประโยชน์ เพราะความสงบนี้มันไม่เกิดปัญญา แต่ด้วยความเข้าใจผิด ถ้าไม่มีความสงบนี้เห็นไหม นี่ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีความสงบ มรรค ๗ ไม่มี มีมรรค ๘ เพราะในมรรค ๘ มีสัมมาสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิความคิดเราเป็นโลกๆ ไง

ความคิดมาจากสมอง ความคิดมาจากข้อมูล ความคิดมาจากการศึกษา แต่ถ้าเราปฏิบัติขึ้นมา พอจิตมันสงบขึ้นมา มันตัด ตัดสมองกับจิตออกจากกัน สมองเป็นสมอง สมองเป็นความคิดโลกเป็นวิชาชีพ ทางกฎหมาย ทางวิศวะ ทางการอะไรมันคิดออกมาจากการศึกษามา แล้วมีประสบการณ์ เวลาเราไปทำงานจะมีประสบการณ์เยอะขึ้น มันก็เป็นประสบการณ์เป็นเรื่องโลกๆ นี้เป็นความคิดจากสมอง

แต่ถ้าพอจิตสงบเข้ามามันเป็นตัวจิตสงบเข้ามา ความคิดเกิดจากจิตปัจจุบันธรรม พอจิตเป็นพลังงาน พลังงานสมองคิดเองโดยธรรมชาติไม่ได้ สมองนี่เป็นเนื้อ เนื้อคิดไม่เป็น สมองจะคิดได้เพราะพลังงานจากจิตมันเกี่ยวเนื่องกัน มันต้องมีพลังงาน เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่มีไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย เครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีประโยชน์ต่อเมื่อมีไฟฟ้าเข้ามาในเครื่อง เครื่องถึงจะทำงานตามอุปกรณ์ที่มันเป็นไป

ทีนี้เราจัดเหมือนครื่องใช้ไฟฟ้านั้นก็คือ คอมพิวเตอร์ คือสิ่งต่างๆ ที่มันเป็นการคำนวณของมัน ยิ่งคำนวณขนาดไหนมันก็ไปไม่มีวันจบแต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์มันไม่มีชีวิตแต่เรามีกายกับจิต กายเราคือคอมพิวเตอร์จิตของเราคือพลังงานคือไฟฟ้าตัวนั้นเรากำหนดให้ไฟฟ้าตัวนั้นหดตัวเข้ามา แล้วไฟฟ้ามันคิดเป็น ปัญญาจากจิต ไม่มีคอมพิวเตอร์ไม่มีอะไรเลย

ถ้าปัญญาจากสมองเป็นข้อมูลเปรียบเทียบหมด เราอ่านพระไตรปิฎกมา นิพพานเป็นอย่างนั้น อย่างนั้น นิพพานสร้างภาพวิปัสสนึก นึกขึ้นมาเลยนิพพานเป็นอย่างนั้น แล้วมันได้นิพพานไหม? ถ้าปัญญาเกิดจากจิตมันนึกไม่ได้ มันตัวมันเองไม่มีข้อมูล มันเป็นปัจจุบันธรรมที่มันเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติที่สร้างนะ ไม่ใช่ธรรมชาติที่เกิดเอง ถ้าธรรมชาติที่เกิดเองเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว

พอจิตสงบเข้ามา นี่ไงถึงบอกว่า ทำงานหาแบงก์ นี่แบงก์ แล้วมึงจะเอาแบงก์หาอาหารกินไหม? ถ้ามึงไม่เอาแบงก์หาอาหารกิน จิตสงบแล้วมึงก็เสื่อมเป็นธรรมดา

แม่ชี : แล้ววิธีใช้แบงก์ ใช้อย่างไรคะ?

หลวงพ่อ : มันอยู่ที่วาสนาของคน ถ้าคนนั้นมีอำนาจวาสนามันจะเห็นกายเห็นจิตโดยสัจธรรมเลยแต่ถ้าไม่มีนะทุกคนต้องรำพึง ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้หมดนะ

ทุกคนนะทำได้โดยธรรมชาติเลย ธรรมชาติ ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เวไนยสัตว์ ไอ้พวกถูพวกไถ แล้วเราบอกว่าเรานี่ไม่มีวาสนาเลย เราทำแล้วทำไมมันทุกข์มันยากเราบอกมีค่าเท่ากันหมด มีค่าเท่ากันเพราะว่าคนที่จะเป็นขิปปาภิญญา เหมือนเราจะเป็นเศรษฐี เราต้องทำธุรกิจมาเราต้องมีหน้าที่การงานเราถึงจะเป็นเศรษฐีได้

แต่เราไม่ได้เป็นเศรษฐี แต่เรามาสร้างในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องเหนื่อยกว่าเขา เพราะอะไร? พราะเราไม่มีต้นทุนมา ขิปปาภิญญาก็เหมือนกัน ทีนี้คนที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่ายคนที่จะเห็นโดยธรรมชาติคือขิปปาภิญญาคือเขาได้สร้างของเขามา เวลาจิตสงบเข้ามานี่มันจะเกิดขึ้นโดยสัจธรรม

แล้วพอสัจธรรมนี่ พอมันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ พอเกิดที่ว่ามันเห็นกายมันสะเทือนหัวใจมาก หัวใจเป็นคนเห็นจิตเป็นคนเห็น พอจิตเป็นคนเห็นมันสะเทือนถึงจิต เห็นปั๊บมันไม่เห็นโดยตาเนื้อหรอกมันไม่เห็นโดยสัญญาหรอก สัญญาเห็นนะ จิต สัญญาคือข้อมูลใช่ไหมมันไปเห็น จิตมันเห็นกายกองอยู่โน้น มันก็คนละเรื่องกันนะ แต่ถ้าใจมันเห็นนะใจกับกายมันอยู่อันเดียวกันมันสะเทือนหัวใจ

ถ้าไม่เห็น ถ้าไม่เห็นก็ต้องรำพึงขึ้นมา สมาธิคิดได้ คิดในสมาธิเข้าเรียกรำพึง กึ่งเพราะมันเป็นสมาธิ คิดคือให้มันเกิดกายขึ้นมา ถ้าเกิดกายขึ้น แบงก์ต้องหา ต้องใช้ให้เป็น พอใช้เป็นขึ้นมาพอมันเกิดกายขึ้นมามันก็จะสะเทือนหัวใจมัน นี้คือการเห็นกาย กายานุสติปัฏฐาน ที่ว่ากาย พิจารณากาย พิจารณากาย

ไอ้ที่พูดๆ กันนั้นนะโม้ทั้งนั้น เพราะไอ้คนพูดมันก็พูดไม่ถูก ไอ้คนพูดมันยังพูดไม่เป็นเลยแล้วก็ไปสอนกัน อาจารย์โง่ลูกศิษย์มันจะไปฉลาดได้ไหม? แต่อาจารย์มันอย่างว่าแหละมันหาได้ยากไง อาจารย์โง่มันก็พาลูกศิษย์ลงคลอง หลักการมันเป็นอย่างนี้ แล้วถ้าหลักการ นี่พูดถึงปฏิบัติมา เวลาคนปฏิบัติมาแต่ละแนวทาง เขาจะทุกคนปฏิบัติมาเขาก็ต้องยึดว่าเขามีนะ มันมีมาพวกปฏิบัตินามรูปเขาจะบอกว่าของเขาเป็นวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ คือสามารถพิสูจน์ไปจับต้องได้ไง

เราก็บอกว่า “เออ มันผิดตรงวิทยาศาสตร์มึงนี่ เพราะอะไร? เพราะวิทยาศาสตร์มันจับต้องได้มันเป็นทฤษฎีช่ไหม? มึงก็สร้างเป็นทฤษฎีแล้วก็จับต้องได้นี้ไง

แม่ชี : กลายเป็นตัวตนกันหมด

หลวงพ่อ : ใช่ มันก็ผิด ผิดตรงวิทยาศาสตร์นี้แหละ เพราะธรรมะนี้มันเหนือวิทยาศาสตร์ ธรรมะเหนือธรรมชาติธรรมะเป็นสัจจะความจริง

แม่ชี : แล้วเรา เมื่อจิตเราสงบขึ้นมาแล้ว วิธีที่เราจะใช้ลุ้น ก็คือเราต้องทำการฝึกบ่อยๆ ใช่ไหมคะ?

หลวงพ่อ : ไม่ๆๆๆ ถ้าพูดอย่างนี้ไปมันก็เป็นสัญญาหมด มันไม่มีอะไรที่มันเป็นสูตรสำเร็จไง อาหารไม่มีสิ่งใดเป็นสูตรสำเร็จเลย มันอยู่ที่ภูมิภาค ภูมิภาคใดเขากินอาหารภูมิภาคของเขา ชนชาติใดเขากินอาหารตามชนชาติของเขา จิตของใครมันมีวาสนาอย่างไรมันใช้ตามอำนาจวาสนาของจิต

แม่ชี : อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ

หลวงพ่อ : มันไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จหรอก

แม่ชี : ค่ะ คือ เราจะไปบอกว่าคนนี้ทำอย่างนี้ๆ ไม่ได้

หลวงพ่อ : ไม่ได้

แม่ชี : เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน

หลวงพ่อ : ใช่

แม่ชี : เราต้องดูตัวเอง

หลวงพ่อ : เนี่ย คนภาวนาเป็นเขาจะพูดกันอย่างนี้ไง คนภาวนาเป็นมันเป็นสัจธรรมมันเป็น เห็นไหม นิ้วเราไม่เท่ากัน มาบอกว่านิ้วโป้งนิ้วก้อยต้องเท่ากัน มันก็บ้าสิ นี่แล้วครูมันไม่เป็นแล้วมาบอกว่านิ้วทั้ง ๕ นิ้ว เป็นประชาธิปไตย นิ้วต้องเท่ากัน ทุกอย่างต้องเท่ากันหมด ประชาธิปไตย

แม่ชี : ขอโอกาสค่ะท่านอาจารย์ ขอหนังสือธรรมนี้

หลวงพ่อ : หยิบเอาเลยตามสบาย

แม่ชี : อันนี้ มันก็เป็นแบบของใครของมันนะคะ

หลวงพ่อ : ถูกต้อง ๑. ของใครของมันแล้ว ๒. ครูบาอาจารย์ต้องเป็นด้วย ถ้าครูบาอาจารย์เป็นท่านจะสอนตามเหมือนครูมวยเลย

แม่ชี : ตามอุปนิสัย

หลวงพ่อ : ใช่ ครูมวยเห็นไหมบางคนถนัดหมัด บางคนถนัดเท้า บางคนถนัดอะไร ก็ถนัดตามนั้น

แม่ชี : ตามความแตกต่างหลากหลายไปนะ

หลวงพ่อ : ใช่ มันก็ตามถนัดของเขา ดูนักมวยสิ นักมวยเขายังมีความถนัดแตกต่างหลากหลายเลย แล้วครูมวยเขาเห็นพรสวรรค์ปั๊บ เออ ไอ้นี่มันมาทางนี้ต้องสอนทางนี้ๆ ไม่อย่างนั้นใครมาก็ต้องใช้ นั้นคือโลก นี่วิทยาศาสตร์ไง

แม่ชี : ค่ะ ไม่ต้องกฎเกณฑ์ เป๊ะๆ ไม่ต้องเรียนเหมือนกันหมดอะไรเหมือนกันหมด

หลวงพ่อ : สิ่งที่ผิด ที่สอนกันผิดคือผิดตรงนี้

แม่ชี : แต่ตัวธรรม มันไม่มีอะไรเป็นกฎเกณฑ์

หลวงพ่อ : ถ้ามีกฎเกณฑ์นะ ลูกเราทุกคนต้องให้ลูกเราเป็นคนดีเหมือนกันหมด แล้วพ่อแม่คนไหนสมความปรารถนาบ้าง? เพราะพ่อแม่เป็นเจ้าของลูก แล้วลูกทำไมมันไม่ทำตามใจพ่อแม่สักคนหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่เพราะคนไม่เป็นไง ถ้าเป็นแล้วมันจะสอนตามความเป็นจริง

ถ้าพรุ่งนี้ อยากได้ซีดีให้เอาอันนี้ไปก่อน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เราเอาให้ใหม่ ซีดีอันนี้ เอ็งเอาให้เขาไปก่อนเลย ๓ ชุดนี้ให้เขาไปก่อนเลย แล้วเดี๋ยวเราเอาให้ใหม่ ให้ไป ให้อีก ๓ ชุดแล้วเดี๋ยวทางนี้เอาให้ใหม่ เออ นี้เท่านี้ ของเราข้างในเยอะแยะ

แม่ชี : ยังต้องไปอีกไกลค่ะท่านอาจารย์

หลวงพ่อ : ไป เพราะเราก็เป็นอย่างนี้ เราก็ล่อนมาทั่วเหมือนกัน เรารู้อยู่ว่าเวลาเราออกไปต้องรีบๆ

แม่ชี : แต่ว่า “ปลูกดอกบัว” นั้นดีมากเลยค่ะ อันนี้ค่ะ ดีมากๆๆ เลยค่ะ “ปลูกดอกบัว”

หลวงพ่อ : นี่เดี๋ยวจะบอกเขาไง เพราะเดี๋ยวเราจะให้ดูกัณฑ์สุดท้าย ใน “ปลูกดอกบัว” การพิจารณาจิต เพราะเราปฏิบัติมาอย่างนี้เลย กัณฑ์สุดท้ายในปลูกดอกบัว กัณฑ์หลังนี่ แต่อันนี้การปลูกดอกบัวยอดมากเลย เพราะการปลูกดอกบัวมันรอให้หาดอกบัวก่อนไง แล้วสอนเป็นพิธีเริ่มต้นเลย แต่ไอ้ข้างหลังที่โยมดูจิต ดูจิต ดูข้างหลังนี่

แม่ชี : การดูพิจารณาจิตหรือคะ?

หลวงพ่อ : ไม่ใช่ดู พิจารณา ไม่ใช่ดู

แม่ชี : เห็นชัดมากเลยเจ้าค่ะ

หลวงพ่อ : ดูมันก็เพ่ง

แม่ชี : ค่ะ ขอบคุณค่ะ หลวงพ่อ

หลวงพ่อ : ดูก็ตายหมด ไม่ใช่ดูเราต้องพิจารณามัน เราต้องแก้ไขมัน เราต้องดัดแปลงมัน ไม่ใช่ไปยอมจำนนกับมัน ต้องพิจารณาต้องแก้ไขต้องมีปัญญา ไตร่ตรอง ต้องต่อสู้ต้องดัดแปลง มันถึงเป็นปัญญาขึ้นมาไม่ใช่ไปจมอยู่กับมัน

เอาอันนี้ไปแล้วไปพิจารณา ไปหา แล้วไปดู เวลาเราพูดมัน ประสาเรามันเจออย่างนี้เยอะมาก แล้วถ้ามันพูดถึงมันมีวาสนานะ ฟังแล้วมันเข้าใจมันมีเหตุมีผล ถ้าไม่มีวาสนานะเลือดหมดเลยมันถูเอาสีข้างเข้าถูไง เถียงแม่งไปเรื่อยล่ะ มันถูกๆ เลือดออกซกมันยังว่ามันถูกอีกนะ โง่แล้วไม่ยอมรับว่าโง่ เยอะ นี่ทิฐิไง ทิฐิของคน มานะของคนมัน ร้อยแปด มีอะไรอีกไหม?

แม่ชี : ไม่แล้วค่ะ

หลวงพ่อ : จบนะ

แม่ชี : คำเดียวหลุดเลยค่ะ หลวงพ่อ

หลวงพ่อ : เออ เราไปเอาซีดีให้